ตีแบดมันส์ สะใจ แต่ทำไมจบเกมแล้ว "ข้อศอกพัง" เรื่องจริงของวัย 50+ ที่ต้องระวัง

 



ตีแบดมันส์ สะใจ แต่ทำไมจบเกมแล้ว "ข้อศอกพัง" เรื่องจริงของวัย 50+ ที่ต้องระวัง

"หมอครับ เมื่อก่อนผมตบลูกแบดฯ ดังปังๆ สะใจมาก แต่เดี๋ยวนี้แค่ยกแก้วกาแฟขึ้นมาดื่ม ยังปวดจี๊ดที่ข้อศอกเลยครับ มันทรมานมากจริงๆ"

นี่คือคำบ่นของคุณที (นามสมมติ) ชายวัย 51 ปี ที่เดินกุมข้อศอกขวาเข้ามาในห้องตรวจด้วยสีหน้ากังวลใจ คุณทีเป็นคนรักสุขภาพ ตีแบดมินตันกับก๊วนเพื่อนทุกเย็นวันอังคารและพฤหัสบดี ทำแบบนี้มาเป็นสิบปีไม่มีปัญหา

แต่เมื่อเดือนที่แล้ว หลังจากแมตช์ที่ดุเดือดเป็นพิเศษ เขารู้สึกเจ็บแปล๊บที่ข้อศอกด้านนอก ตอนแรกนึกว่าแค่กล้ามเนื้อล้า เดี๋ยวก็หาย จึงทายานวดและพักไป 2-3 วัน พอกลับไปตีใหม่ อาการกลับแย่ลง จากที่ปวดแค่ตอนตบลูก กลายเป็นปวดร้าวแม้กระทั่งตอนบิดลูกบิดประตู หรือบิดผ้าขี้ริ้ว

เรื่องของคุณทีไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่แค่เรื่องของนักกีฬาแบดมินตันเท่านั้น แต่มันคือสัญญาณเตือนของภาวะความเสื่อมที่ซ่อนอยู่ในวัยทำงานตอนปลาย ที่เราเรียกกันติดปากว่า "เทนนิส เอลโบ" (Tennis Elbow) หรือ เอ็นข้อศอกด้านนอกอักเสบครับ

วันนี้หมอจะพามาเจาะลึกโรคยอดฮิตนี้ ให้เข้าใจกันแบบชัดๆ ตั้งแต่สาเหตุ การรักษา ไปจนถึงวิธีดูแลตัวเอง เพื่อให้ทุกคนกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้งครับ

ความจริงของโรค: ไม่ได้ตีเทนนิส ก็เป็นได้

หลายคนเข้าใจผิดว่าโรคนี้ต้องเกิดกับนักเทนนิสเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว คนไข้ส่วนใหญ่ที่หมอเจอ ไม่ได้จับไม้เทนนิสเลยครับ

โรคนี้คือภาวะที่มีการอักเสบ หรือมีการฉีกขาดเล็กๆ (Micro-tears) ของ "เส้นเอ็น" ที่เกาะอยู่ตรงปุ่มกระดูกข้อศอกด้านนอก เส้นเอ็นกลุ่มนี้ทำหน้าที่กระดกข้อมือและเหยียดนิ้วมือครับ

ลองสังเกตดูนะครับ เวลาเราตีแบดมินตัน ทาสีบ้าน หิ้วถุงแกงหนักๆ หรือแม้แต่ใช้เมาส์คอมพิวเตอร์นานๆ เราต้องเกร็งข้อมือและแขนท่อนล่างซ้ำๆ แรงกระชากเหล่านี้จะไปลงที่จุดเกาะเส้นเอ็นที่ข้อศอกโดยตรง

ในคนหนุ่มสาว เส้นเอ็นยังเหนียวและยืดหยุ่นดี บาดเจ็บแล้วซ่อมแซมไว แต่พอเราอายุเข้าเลข 4 หรือเลข 5 เหมือนคุณที เลือดที่ไปเลี้ยงเส้นเอ็นเริ่มน้อยลง ความยืดหยุ่นลดลง เมื่อใช้งานหนักซ้ำๆ ร่างกายซ่อมแซมไม่ทัน จึงเกิดการเสื่อมสภาพและอักเสบเรื้อรังขึ้นมาครับ

อาการสัญญาณเตือน: แบบนี้แหละ ใช่เลย

อาการของเอ็นข้อศอกด้านนอกอักเสบนั้นสังเกตได้ไม่ยากครับ ลองเช็คดูว่าคุณมีอาการเหล่านี้ไหม

  1. ปวดปุ่มกระดูกข้อศอกด้านนอก: จะรู้สึกเจ็บเวลากดลงไปที่ปุ่มกระดูกนูนๆ ด้านนอกของข้อศอก
  2. ปวดร้าวลงแขน: บางครั้งปวดร้าวลงไปถึงข้อมือ หรือหลังมือ
  3. อ่อนแรงเวลากำมือ: นี่คืออาการสำคัญครับ จะรู้สึกว่ามือไม่มีแรงกำของ ทั้งที่กล้ามเนื้อแขนดูปกติ
  4. เจ็บเมื่อทำท่าเฉพาะ: เช่น บิดผ้าขี้ริ้ว เปิดฝาขวดน้ำ ยกแก้วกาแฟ หรือท่าทางที่ต้องกระดกข้อมือต้านแรง

ในเคสของคุณที อาการชัดเจนมาก คือปวดมากเวลาทำท่า Backhand ในแบดมินตัน หรือเวลาบิดข้อมือ ซึ่งเป็นท่าที่เส้นเอ็นถูกดึงรั้งมากที่สุดครับ

การตรวจวินิจฉัย: รู้ให้ชัด รักษาได้ตรงจุด

เมื่อมาพบหมอ หมอจะเริ่มต้นด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดครับ

การตรวจร่างกาย: หมอจะกดเจ็บบริเวณปุ่มกระดูกข้อศอกด้านนอก และทดสอบโดยให้คนไข้พยายามกระดกข้อมือขึ้นสู้กับแรงกดของหมอ ถ้าเจ็บจี๊ดที่ข้อศอก ก็ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าเป็นโรคนี้ครับ

ภาพถ่ายทางรังสี (X-ray): โดยทั่วไปในระยะแรก เอ็กซเรย์มักจะไม่พบความผิดปกติ หรืออาจพบหินปูนเกาะเล็กน้อยในคนที่เป็นมานาน แต่เราทำเพื่อแยกโรคอื่นออกไป เช่น ข้อศอกเสื่อม หรือกระดูกงอกผิดปกติ

อัลตราซาวนด์ (Ultrasound): นี่คือเครื่องมือที่หมอใช้บ่อยและมีประโยชน์มากครับ อัลตราซาวนด์ช่วยให้หมอเห็นสภาพของเส้นเอ็นได้ทันที ว่ามีการอักเสบมากน้อยแค่ไหน มีการฉีกขาดของเส้นใยเอ็นหรือไม่ หรือมีหินปูนเกาะในเส้นเอ็นหรือเปล่า การเห็นพยาธิสภาพจริงจะช่วยวางแผนการรักษาได้แม่นยำขึ้นมากครับ

MRI: ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องทำ ยกเว้นในรายที่รักษามานานแล้วไม่หาย หรือสงสัยว่ามีโรคอื่นร่วมด้วย เช่น การบาดเจ็บของเส้นเอ็นภายในข้อศอกที่ซับซ้อน

ปัจจัยเสี่ยง: ทำไมต้องเป็นเรา?

ทำไมเพื่อนรุ่นเดียวกันตีแบดฯ เหมือนกันไม่เป็น แต่เราเป็น? คำตอบอยู่ที่ปัจจัยร่วมหลายอย่างครับ

  • อายุ: ช่วงอายุ 30-50 ปี เป็นช่วงพีคที่เส้นเอ็นเริ่มเสื่อมสภาพ แต่การใช้งานยังหนักหน่วงอยู่
  • กิจกรรมที่ทำซ้ำๆ: การใช้ข้อมือกระดกขึ้นลงซ้ำๆ ไม่ว่าจะจากการเล่นกีฬา (แบดมินตัน เทนนิส) หรืออาชีพ (ช่างไม้ ช่างทาสี คนทำอาหารที่ต้องสับหมูหรือกระดกกระทะบ่อยๆ)
  • อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสม: สำหรับนักกีฬา การใช้ไม้แบดฯ ที่เอ็นตึงเกินไป ด้ามจับ (Grip) เล็กหรือใหญ่เกินไป หรือไม้ที่มีน้ำหนักมากเกินไป ทำให้ต้องออกแรงบีบและเกร็งข้อมือมากกว่าปกติ
  • เทคนิคการเล่น: การตีลูกด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการใช้ข้อมือสะบัดมากเกินไปแทนที่จะใช้วงสวิงจากไหล่และลำตัว เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เอ็นบาดเจ็บครับ

แนวทางการรักษา: หายได้ ถ้าใจเย็นและถูกวิธี

ข่าวดีคือ โรคนี้ส่วนใหญ่ "หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด" ครับ แต่ต้องใช้ความอดทนและวินัยในการดูแลตัวเองพอสมควร โดยมีขั้นตอนการรักษาดังนี้ครับ

1. การปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด)

ต่อให้ยาวิเศษแค่ไหน ถ้ายังกลับไปทำพฤติกรรมเดิมๆ ก็ไม่มีทางหายขาดครับ

  • พักการใช้งาน: ไม่ได้แปลว่าต้องเข้าเฝือกนอนเฉยๆ นะครับ แต่ให้งดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการปวด เช่น หยุดตีแบดมินตันชั่วคราว หรือหลีกเลี่ยงการยกของหนักในท่าคว่ำมือ
  • ปรับเปลี่ยนท่าทาง: เวลาจะยกของ ให้พยายามหงายมือยก หรือใช้สองมือช่วยประคอง เพื่อลดภาระของเส้นเอ็นด้านนอก
  • ใช้อุปกรณ์ช่วย: สายรัดข้อศอก (Counterforce brace) สามารถช่วยกดทับกล้ามเนื้อ เพื่อลดแรงกระชากที่จะไปถึงจุดเกาะเส้นเอ็นได้ ช่วยให้ปวดน้อยลงเวลาใช้งาน

2. การใช้ยาและการประคบ

  • ประคบเย็น: ในช่วงที่มีอาการปวดเฉียบพลัน หรือหลังใช้งาน ให้ประคบเย็นครั้งละ 15-20 นาที เพื่อลดการอักเสบ
  • ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs): ช่วยลดอาการปวดและอักเสบได้ดี แต่ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ระวังเรื่องการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และไม่ควรทานต่อเนื่องนานเกินไป
  • ยาทาภายนอก: ยาทาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs สามารถช่วยบรรเทาอาการได้ และผลข้างเคียงน้อยกว่ายากิน

3. การฉีดยา (Advance Treatment)

ถ้าปรับพฤติกรรมและกินยาแล้วไม่ดีขึ้น หมออาจพิจารณาการฉีดยา โดยปัจจุบันเรามีตัวเลือกที่ดีกว่าการฉีดสเตียรอยด์แบบเดิมๆ ครับ

  • การฉีดสเตียรอยด์: ช่วยลดปวดได้เร็วมาก แต่ ไม่ควรฉีดซ้ำบ่อยๆ (ไม่เกิน 2-3 ครั้งต่อปี) เพราะสเตียรอยด์อาจทำให้เส้นเอ็นเปื่อย ยุ่ย และขาดง่ายขึ้นในระยะยาว หมอจะระมัดระวังการใช้ยานี้มากครับ
  • การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP - Platelet Rich Plasma): เป็นการเจาะเลือดคนไข้มาปั่นแยกเอาส่วนเกล็ดเลือดที่มี Growth Factor สูง แล้วฉีดกลับเข้าไปที่จุดบาดเจ็บ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมเส้นเอ็นด้วยตัวเอง วิธีนี้ปลอดภัยเพราะเป็นเลือดตัวเอง แต่อาจจะเห็นผลช้ากว่าสเตียรอยด์เล็กน้อย และมีราคาสูงกว่า
  • การใช้ ultrasound นำวิถี: ไม่ว่าจะฉีดยาตัวไหน หมอจะใช้อัลตราซาวนด์ช่วยระบุตำแหน่ง เพื่อให้ปลายเข็มเข้าไปอยู่ที่จุดพยาธิสภาพเป๊ะๆ หลีกเลี่ยงการฉีดเข้าเส้นประสาทหรือเนื้อเยื่อดี เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุดครับ

4. กายภาพบำบัดและการบริหาร (Rehabilitation)

เมื่อความปวดเริ่มทุเลาลง การบริหารเพื่อยืดเหยียดและเพิ่มความแข็งแรงของเส้นเอ็นเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

  • ท่า Stretching: เหยียดแขนตรง คว่ำมือลง ใช้มืออีกข้างกดหลังมือเข้าหาตัวจนรู้สึกตึงที่ข้อศอกด้านนอก ค้างไว้ 15-30 วินาที ทำซ้ำ 3-5 ครั้ง
  • ท่า Eccentric Exercise: นี่คือท่าไม้ตายครับ! ใช้น้ำหนักเบาๆ (เช่น ขวดน้ำ หรือดัมเบล 1 กก.) วางแขนบนโต๊ะให้ข้อมือพ้นขอบโต๊ะ ใช้มือข้างดีช่วยยกข้อมือข้างเจ็บขึ้น (Concentric) แล้วปล่อยมือดีออก ให้มือข้างเจ็บค่อยๆ ต้านน้ำหนักหย่อนข้อมือลงช้าๆ (Eccentric) ทำเซตละ 10-15 ครั้ง วันละ 2 รอบ ท่านี้มีงานวิจัยยืนยันว่าช่วยจัดเรียงเส้นใยคอลลาเจนในเส้นเอ็นใหม่ให้แข็งแรงขึ้นได้ครับ

5. การผ่าตัด (Surgery)

การผ่าตัดจะถูกนำมาใช้ก็ต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีข้างต้นมาอย่างเต็มที่แล้ว 6-12 เดือน แต่อาการยังไม่ดีขึ้นจนรบกวนชีวิตประจำวัน การผ่าตัดจะเป็นการเข้าไปตัดแต่งเนื้อเยื่อเอ็นที่เสียสภาพออก และกระตุ้นให้เกิดการสร้างใหม่ ปัจจุบันมีการผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก ทำให้ฟื้นตัวได้ไวขึ้นครับ

พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?

สำหรับคุณที และท่านผู้อ่านที่เป็นโรคนี้ หมอขอให้กำลังใจครับว่า "ส่วนใหญ่หายได้ครับ"

โรคนี้โดยธรรมชาติแล้ว เป็นโรคที่จำกัดตัวเอง (Self-limiting) คือสามารถหายเองได้ แต่ใช้เวลานาน อาจจะ 6 เดือน ถึง 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัว

กุญแจสำคัญคือ "ความใจเย็น" ครับ คนไข้มักใจร้อน พอหายปวดนิดหน่อยก็กลับไปตีแบดฯ หนักๆ ทันที อาการก็กำเริบซ้ำ กลายเป็นวงจรไม่จบสิ้น การกลับไปเล่นกีฬาต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป (Gradual return to sport) และต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้เหมาะสมด้วยครับ

สรุป

อาการปวดข้อศอกในวัย 50+ อย่างคุณที ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม การวินิจฉัยที่ถูกต้องและการดูแลรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้คุณกลับไปมีความสุขกับกิจกรรมที่รักได้เร็วขึ้นครับ

จำไว้นะครับว่า "พักให้เป็น ยืดเหยียดให้พอ และรอให้หายสนิท" คือคาถาสำคัญของโรคนี้ หากดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น อย่าปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรัง ให้รีบมาปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาร่วมกันครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดข้อศอก #TennisElbow #เอ็นข้อศอกอักเสบ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา #แบดมินตัน #ปวดแขน #ปวดศอกด้านนอก #รักษากระดูกเชียงใหม่ #PRPข้อศอก

References

  1. Bisset LM, Vicenzino B. Physiotherapy management of lateral epicondylalgia. J Physiother. 2015;61(4):174-81.
  2. Coombes BK, Bisset L, Vicenzino B. Management of Lateral Elbow Tendinopathy: One Size Does Not Fit All. J Orthop Sports Phys Ther. 2015;45(11):938-49.
  3. Vaishya R, Tiwari AK, Agarwal AK, Vijay V. Non-operative management of tennis elbow: A systematic review. J Clin Orthop Trauma. 2016;7(Suppl 1):14-9.
  4. Degen RM. Pan-American Journal of Trauma, Critical Care & Emergency Surgery. Lateral Epicondylitis: A Review of the Literature. 2021;10(1):15-20.
  5. Miller TT. Sonography of the Elbow. Semin Musculoskelet Radiol. 2020;24(2):162-170.

Comments

Popular posts from this blog

ข้อควรปฏิบัติและสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง สำหรับผู้ที่มีอาการปวดข้อศอก (Tennis Elbow)

เอ็นข้อศอกอักเสบ เจ็บซ้ำ ๆ ไม่หายสักที

ปวดข้อศอกด้านใน (Golfer’s Elbow) คืออะไร? ทำไมปวดเรื้อรังเวลาใช้แขน — หมอเล่าให้เข้าใจง่ายแบบใช้ได้จริง