ไม่ได้ตีเทนนิส แต่ทำไมเจ็บข้อศอก? เจาะลึกอาการ "Tennis Elbow" ที่คนทำงานบ้านและชาวออฟฟิศต้องรู้
ไม่ได้ตีเทนนิส แต่ทำไมเจ็บข้อศอก? เจาะลึกอาการ "Tennis Elbow" ที่คนทำงานบ้านและชาวออฟฟิศต้องรู้
"คุณหมอคะ แค่จะบิดผ้าขี้ริ้ว ยังเจ็บจนน้ำตาเล็ดเลยค่ะ แก้วกาแฟก็ยกแทบไม่ไหวแล้ว"
นี่คือประโยคแรกที่คนไข้ท่านหนึ่ง เล่าให้หมอฟังด้วยสีหน้ากังวลใจ เธอเป็นแม่บ้านวัย 50 กว่า ๆ ที่รักการทำสวนและการทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจ แต่ช่วงสองเดือนมานี้ อาการเจ็บที่ข้อศอกขวาเริ่มรบกวนชีวิตเธอ จนถึงขั้นที่ว่าแค่จับลูกบิดประตูหมุนเบา ๆ ก็ยังเจ็บจี๊ดขึ้นมาถึงแขน
เธอถามหมอต่อว่า "ป้าไม่ได้ไปตีเทนนิสที่ไหนเลยนะหมอ ทำไมลูกหลานบอกว่าป้าเป็นโรคข้อศอกนักเทนนิสล่ะ?"
เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยมากครับ หลายคนคิดว่าโรค Tennis Elbow หรืออาการปวดข้อศอกด้านนอก ต้องเกิดกับนักกีฬาเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว คนไข้ที่เดินเข้ามาหาหมอด้วยโรคนี้กว่า 90% ไม่เคยจับไม้เทนนิสเลยด้วยซ้ำ
วันนี้หมอจะพามาทำความเข้าใจโรคยอดฮิตนี้กันแบบเจาะลึก ว่ามันคืออะไร เกิดจากอะไร และเราจะมีทางรักษาให้หายขาดได้อย่างไรบ้าง เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขอีกครั้งครับ
ความจริงของโรค: Tennis Elbow คืออะไรกันแน่?
หากเราลองคลำที่ข้อศอกด้านนอก จะเจอปุ่มกระดูกนูน ๆ อยู่ปุ่มหนึ่ง ตรงนี้แหละครับคือจุดกำเนิดของเรื่องราวทั้งหมด โรคนี้ทางการแพทย์เราเรียกว่าเป็นการอักเสบของเส้นเอ็นบริเวณปุ่มกระดูกข้อศอกด้านนอก
ลองจินตนาการตามหมอนะครับ ร่างกายเรามีกล้ามเนื้อที่ใช้ในการ "กระดกข้อมือ" และ "กำมือ" กล้ามเนื้อเหล่านี้จะรวมตัวกันเป็นเส้นเอ็นที่เหนียวแน่น แล้วไปเกาะยึดติดกับปุ่มกระดูกที่ข้อศอกด้านนอกนี้
เปรียบเสมือนเชือกเส้นใหญ่ที่ยึดโยงโครงสร้างไว้ เมื่อเราใช้งานข้อมือซ้ำ ๆ ไม่ว่าจะจากการกวาดบ้าน พิมพ์งานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือทำกับข้าว เส้นเอ็นตรงจุดเกาะนี้จะเกิดการเสียดสี เกิดรอยฉีกขาดเล็ก ๆ ในระดับเส้นใย (Micro-tear)
เมื่อร่างกายพยายามซ่อมแซมตัวเอง แต่เรายังใช้งานมันซ้ำ ๆ ไม่หยุด การซ่อมแซมจึงไม่สมบูรณ์ เกิดเป็นพังผืดและการอักเสบเรื้อรัง จนกลายเป็นอาการปวดที่รบกวนชีวิตประจำวันในที่สุด
ดังนั้น โรคนี้จึงไม่ได้จำกัดแค่นักเทนนิส แต่เป็นโรคของ "คนที่ใช้ข้อมือและแขนซ้ำ ๆ" ไม่ว่าคุณจะเป็นเชฟ ช่างซ่อมรถ พนักงานออฟฟิศ หรือแม่บ้าน คุณก็มีความเสี่ยงเท่ากันครับ
สาเหตุหลัก: ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงปวดขึ้นมา?
สาเหตุที่แท้จริงไม่ใช่แค่อุบัติเหตุหนัก ๆ เพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการสะสมครับ หมอสรุปสาเหตุหลัก ๆ มาให้เห็นภาพชัดเจนดังนี้ครับ
1. การใช้งานซ้ำซาก (Repetitive Strain): นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่ง การเคลื่อนไหวข้อมือในท่าเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน เช่น การใช้เมาส์คอมพิวเตอร์ การสับหมู การไขน็อต หรือการทาสีบ้าน ทำให้เส้นเอ็นรับภาระเกินขีดจำกัด
2. การใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสม: สำหรับคนทำงานออฟฟิศ การใช้เมาส์หรือคีย์บอร์ดที่ไม่ได้ระดับ ทำให้ข้อมือต้องเกร็งตลอดเวลา หรือในนักกีฬาที่ใช้ไม้แร็กเก็ตที่เอ็นตึงเกินไป หรือด้ามจับใหญ่เกินไป ก็ส่งผลโดยตรงต่อแรงกระทำที่ข้อศอก
3. อายุและความเสื่อม: เมื่อเราอายุมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงวัย 40-50 ปี เส้นเอ็นของเราจะเริ่มลดความยืดหยุ่นลง เลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณจุดเกาะเส้นเอ็นก็น้อยลงตามธรรมชาติ ทำให้เมื่อเกิดการบาดเจ็บ ร่างกายจะซ่อมแซมตัวเองได้ช้าลงกว่าตอนเป็นหนุ่มสาว
4. การยกของหนักผิดท่า: การยกของโดยใช้แรงจากข้อมือเป็นหลัก แทนที่จะใช้กล้ามเนื้อแขนหรือไหล่ช่วย ทำให้จุดเกาะเส้นเอ็นที่ข้อศอกต้องรับน้ำหนักมากเกินไปแบบฉับพลัน
อาการสัญญาณเตือน: แบบนี้แหละ ใช่เลย!
อาการของโรคนี้มักจะค่อยเป็นค่อยไปครับ เริ่มจากปวดตึง ๆ แล้วค่อย ๆ รุนแรงขึ้น ลองเช็กดูนะครับว่าคุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่
ปวดปุ่มกระดูกข้อศอกด้านนอก: อาการปวดจะชัดเจนมากเมื่อกดลงไปที่ปุ่มกระดูกนูน ๆ ด้านนอกของข้อศอก บางครั้งความปวดอาจร้าวลงมาตามแขนจนถึงข้อมือ
เจ็บเมื่อขยับข้อมือ: โดยเฉพาะท่ากระดกข้อมือขึ้นต้านแรง หรือท่าบิดหมุนแขน เช่น เวลาบิดลูกบิดประตู เปิดฝาขวดน้ำ หรือบิดผ้า
กำมือไม่แน่น: หลายคนตกใจที่จู่ ๆ มือก็อ่อนแรง กำของแน่น ๆ ไม่ได้ หรือถือแก้วกาแฟแล้วรู้สึกเหมือนจะหลุดมือ เพราะความเจ็บทำให้กล้ามเนื้อไม่กล้าออกแรงเต็มที่
อาการตึงตอนเช้า: บางท่านอาจรู้สึกตึงบริเวณข้อศอกเมื่อตื่นนอน และจะดีขึ้นเมื่อได้ขยับแขนสักพัก แต่พอตกเย็นหลังจากทำงานหนัก อาการปวดก็จะกลับมาอีก
การตรวจวินิจฉัย: หมอรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคนี้?
เมื่อคุณมาพบหมอ การซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหัวใจสำคัญครับ หมอจะทำการตรวจง่าย ๆ ที่เรียกว่า "Special Test" เพื่อยืนยันโรค
การตรวจร่างกาย: หมอจะให้คุณลองเหยียดแขนตรง แล้วกระดกข้อมือขึ้นต้านกับแรงกดของหมอ หากคุณรู้สึกเจ็บจี๊ดที่ข้อศอกด้านนอก นั่นเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนของโรคนี้ครับ
เอกซเรย์ (X-ray): ส่วนใหญ่แล้วภาพเอกซเรย์ในระยะแรกมักจะปกติครับ เพราะโรคนี้เป็นที่ "เส้นเอ็น" ซึ่งเอกซเรย์จะมองไม่เห็น แต่หมออาจส่งตรวจเพื่อดูว่ามีหินปูนเกาะกระดูก หรือมีความผิดปกติของข้อต่ออื่น ๆ ร่วมด้วยหรือไม่
อัลตราซาวด์ (Ultrasound): เครื่องมือนี้มีประโยชน์มากครับ เปรียบเสมือนตาที่สามของหมอ คลื่นเสียงความถี่สูงจะช่วยให้หมอเห็นคุณภาพของเส้นเอ็นได้เลยว่า มีการบวมหนาตัวขึ้นไหม มีรอยฉีกขาดซ่อนอยู่หรือเปล่า หรือมีเส้นเลือดผิดปกติวิ่งเข้าไปเลี้ยงบริเวณที่อักเสบหรือไม่ ซึ่งช่วยในการวางแผนรักษาได้แม่นยำขึ้นมาก
MRI (การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): โดยทั่วไปอาจไม่จำเป็นต้องทำทุกรายครับ เราจะใช้ในกรณีที่รักษามานานแล้วไม่ดีขึ้น หรือหมอสงสัยว่าอาจจะมีโรคอื่นแอบแฝง เช่น หมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาทที่ร้าวลงมาแขน หรือมีการฉีกขาดของเอ็นขนาดใหญ่ที่ต้องพิจารณาผ่าตัด
แนวทางการรักษา: ทางเลือกเพื่อคืนชีวิตปกติ
ข่าวดีคือ โรคนี้ส่วนใหญ่ "หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด" ครับ แต่อาจต้องใช้เวลาและความอดทนในการดูแลรักษานิดนึง หมอขอแบ่งแนวทางการรักษาเป็นขั้นเป็นตอนดังนี้ครับ
1. การปรับพฤติกรรม (Lifestyle Modification)
นี่คือยาขนานเอกที่ดีที่สุดครับ ถ้าเรายังทำพฤติกรรมเดิม ๆ ที่ทำให้เจ็บ รักษาอย่างไรก็ไม่หายขาด ช่วงที่มีอาการปวดมาก หมอแนะนำให้ "พัก" การใช้งานแขนข้างนั้น หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องเกร็งข้อมือซ้ำ ๆ
หากจำเป็นต้องทำงาน อาจต้องใช้อุปกรณ์ช่วยพยุง (Elbow Support หรือ Counterforce Brace) สายรัดนี้จะช่วยกระจายแรง ไม่ให้แรงไปลงที่จุดเกาะเส้นเอ็นที่อักเสบโดยตรง ช่วยลดอาการปวดขณะใช้งานได้ดีครับ
2. การทำกายภาพบำบัด (Physical Therapy)
การบริหารยืดเหยียดกล้ามเนื้อแขนเป็นประจำ จะช่วยลดความตึงตัวของเส้นเอ็นได้ และเมื่ออาการปวดทุเลาลง การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อมือและข้อศอก จะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
นอกจากนี้ การใช้เครื่องมือทางกายภาพ เช่น คลื่นกระแทก (Shockwave Therapy) ก็เป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยม และมีงานวิจัยรองรับว่าช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมของเส้นเอ็นที่มีปัญหาเรื้อรังได้ดีครับ
3. การใช้ยา (Medications)
ในระยะที่มีการอักเสบเฉียบพลัน ปวดบวม แดงร้อน การทานยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) จะช่วยลดอาการปวดและอักเสบได้ แต่หมอไม่แนะนำให้ทานต่อเนื่องกันนานเกินไป เพราะอาจมีผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหารและไตได้ครับ
4. การฉีดยา (Injection Therapy) - ความแม่นยำคือหัวใจ
ถ้าทานยาและกายภาพแล้วยังไม่ดีขึ้น การฉีดยาเป็นอีกทางเลือกครับ แต่ในปัจจุบันเราไม่ได้มีแค่สเตียรอยด์อย่างเดียวแล้ว
- สเตียรอยด์ (Steroid): ช่วยลดปวดและอักเสบได้เร็วมาก แต่ข้อควรระวังคือ ไม่ควรฉีดบ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้เส้นเอ็นเปื่อยหรือผิวหนังบริเวณนั้นด่างขาวได้ หมอมักจะใช้ในกรณีที่ปวดมากจริง ๆ และจำกัดจำนวนครั้งอย่างเคร่งครัด
- เกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP - Platelet Rich Plasma): คือการนำเลือดของคนไข้มาปั่นแยกเอาเฉพาะส่วนที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นและ Growth Factor แล้วฉีดกลับเข้าไปที่จุดเจ็บ วิธีนี้เป็นการ "กระตุ้นให้ร่างกายซ่อมตัวเอง" ปลอดภัยเพราะเป็นเลือดเราเอง แต่อาจต้องรอผลการรักษา 2-4 สัปดาห์ถึงจะเริ่มเห็นผลชัดเจน
- การฉีดโดยใช้อัลตราซาวด์นำวิถี (Ultrasound-Guided): ไม่ว่าจะฉีดยาตัวไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือ "ความแม่นยำ" ครับ การใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยระบุตำแหน่งขณะฉีด ทำให้หมอมั่นใจว่ายาจะเข้าไปอยู่ที่รอยโรคจริงๆ ไม่ใช่ฉีดสุ่มเข้าไปในกล้ามเนื้อหรือไขมัน ทำให้ผลการรักษาดีขึ้นและเจ็บน้อยลงครับ
5. การผ่าตัด (Surgery)
เป็นทางเลือกสุดท้ายครับ เราจะพิจารณาผ่าตัดก็ต่อเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เต็มที่แล้วอย่างน้อย 6-12 เดือน แต่อาการยังรุนแรงจนรบกวนชีวิตประจำวัน การผ่าตัดปัจจุบันแผลเล็กมากครับ เป็นการเข้าไปตัดแต่งเนื้อเยื่อที่ตายแล้วออก และกระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นเอ็นใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิม หลังผ่าตัดต้องทำกายภาพบำบัดต่อเพื่อฟื้นฟู
พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?
หลายคนกังวลว่าจะเป็นเรื้อรังไปตลอดชีวิต หมอขอบอกเพื่อให้กำลังใจนะครับว่า โรคนี้มีโอกาสหายขาดสูงมากถ้าได้รับการดูแลที่ถูกวิธี แต่ "เวลา" คือปัจจัยสำคัญ
โดยธรรมชาติของเส้นเอ็น เลือดจะไปเลี้ยงน้อย การซ่อมแซมจึงใช้เวลา บางคนอาจหายภายใน 2-3 เดือน แต่บางคนอาจใช้เวลา 6 เดือนถึง 1 ปี สิ่งสำคัญคือการใจเย็น ๆ และมีวินัยในการปรับพฤติกรรม
ถ้าเราดูแลตัวเองดี ปรับท่าทางการทำงาน ยืดเหยียดสม่ำเสมอ โอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำก็จะน้อยลงมากครับ
สรุป
อาการปวดข้อศอกด้านนอก หรือ Tennis Elbow ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดครับ มันคือสัญญาณเตือนจากร่างกายว่า "เจ้านายครับ ผมทำงานหนักเกินไปแล้วนะ ขอพักหน่อยเถอะ"
การรักษาที่ดีที่สุด ไม่ใช่การพึ่งยาฉีดหรือยาแก้ปวดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการ "ฟังเสียงร่างกาย" ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
หากคุณมีอาการปวดข้อศอกเรื้อรัง อย่าปล่อยทิ้งไว้ หรือซื้อยากินเองจนเรื้อรังนะครับ การมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยให้ถูกต้อง จะช่วยให้คุณวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด และกลับไปใช้ชีวิต ไปทำสวน ไปอุ้มหลาน หรือไปทำงานที่คุณรักได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง
หมอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่กำลังเผชิญกับอาการปวดนี้นะครับ ค่อย ๆ ปรับ ค่อย ๆ รักษา แล้วมันจะดีขึ้นแน่นอนครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดข้อศอก #TennisElbow #เอ็นข้อศอกอักเสบ #หมอเก่งเชียงใหม่ #ปวดแขน #ออฟฟิศซินโดรม #ปวดข้อมือ #รักษาปวดข้อศอก #PRPข้อศอก #ShockwaveTherapy
References
- Cutts S, Gangoo S, Modi N, Pasapula C. Tennis elbow: A clinical review article. J Orthop. 2020;17:203-207.
- Keijsers R, de Vos RJ, Kuijer PPF, van den Bekerom MP, van der Woude HJ, Eygendaal D. Tennis elbow. Shoulder Elbow. 2019;11(5):384-392.
- Vaishya R, Tiwari A, Agarwal AK, Vijay V. Management of tennis elbow: Current concepts. J Clin Orthop Trauma. 2023;39:102142.
- Bhabra G, Wang A, Ebert JR, Edwards P, Zheng M, Zheng MH. Lateral Epicondylitis: A Review of Pathology, Imaging, and Treatment. J Orthop Sports Phys Ther. 2016;46(11):970-983.
- Miller TT. Sonography of the Elbow. Radiol Clin North Am. 2023;61(5):849-862.
Comments
Post a Comment