ปวดข้อศอกด้านใน... แค่ใช้แขนเยอะ หรือเอ็นอักเสบเรื้อรัง?

 


ปวดข้อศอกด้านใน... แค่ใช้แขนเยอะ หรือเอ็นอักเสบเรื้อรัง?

หลายคนอาจเคยเจอปัญหาเวลาหิ้วของหนัก บิดผ้า หรือแม้แต่ตอนพับแขนเข้ามาหาตัว แล้วรู้สึกเจ็บจี๊ดที่บริเวณ "ปุ่มกระดูกข้อศอกด้านใน" บางครั้งลามไปถึงข้อมือ หรือมีอาการชาไปที่นิ้วนางและนิ้วก้อยด้วย อาการนี้ไม่ใช่แค่ความเมื่อยล้าธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่าเส้นเอ็นหรือเส้นประสาทของคุณกำลังทำงานหนักเกินไปครับ


เรื่องเล่าจากคนไข้: เมื่อ "คุณมานะ" เจ็บศอกจนทำงานไม่ได้

คุณมานะ อายุ 42 ปี ทำงานเป็นพนักงานส่งพัสดุ ต้องยกกล่องสินค้าและขับรถมอเตอร์ไซค์บ่อยครั้ง วันหนึ่งขณะที่กำลังยกกล่องขึ้นชั้นวาง คุณมานะรู้สึกเจ็บแปล๊บที่ข้อศอกด้านในอย่างรุนแรงจนเผลอปล่อยของหลุดมือ

ในช่วงแรกเขาคิดว่าคงแค่กล้ามเนื้ออักเสบทั่วไป จึงซื้อยาแก้ปวดมากินเอง แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น เวลาจะหยิบแก้วน้ำหรือบิดกุญแจรถก็เจ็บจนหน้าเสีย บางวันเริ่มมีอาการชาที่นิ้วก้อยร่วมด้วย จนสุดท้ายต้องตัดสินใจมาปรึกษาหมอเพราะกลัวว่าแขนจะลีบหรือใช้งานไม่ได้ในระยะยาว


ถ้าจะให้เห็นภาพชัดเจน ผมอยากให้ลองนึกภาพ "เส้นเอ็น" เหมือนกับ "สายเคเบิล" ที่ยึดเกาะระหว่างกล้ามเนื้อกับกระดูกครับ บริเวณข้อศอกด้านในจะเป็นจุดรวมของสายเคเบิลที่ทำหน้าที่ควบคุมการพับข้อมือและนิ้วมือ

เมื่อเราใช้งานซ้ำๆ หรือออกแรงกระชากบ่อยๆ สายเคเบิลเส้นเล็กๆ เหล่านี้จะเริ่มมีรอยฉีกขาดหรืออักเสบ เหมือนกับสายเคเบิลที่เริ่มเปื่อยและรุ่ยออกมา ถ้าเรายังฝืนใช้งานต่อไป รอยเปื่อยนั้นจะขยายใหญ่ขึ้นจนทำให้เกิดความเจ็บปวดเรื้อรัง และถ้าการอักเสบไปรบกวนเส้นประสาทที่วางตัวอยู่ใกล้ๆ ก็จะทำให้เกิดอาการชาเหมือนไฟช็อตลงไปที่มือนั่นเองครับ


ความรู้พื้นฐานของโรค

อาการปวดข้อศอกด้านในที่พบบ่อยที่สุด เรียกว่า "เอ็นข้อศอกด้านในอักเสบ" (หรือที่หลายคนคุ้นชื่อในกลุ่มนักกีฬากอล์ฟ) เกิดจากการที่กล้ามเนื้อกลุ่มที่ใช้ในการงอข้อมือและคว่ำมือถูกใช้งานหนักเกินไปจนเกิดการดึงรั้งที่จุดเกาะกระดูกอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีอีกภาวะที่พบบ่อยคือ "เส้นประสาทบริเวณข้อศอกถูกกดทับ" เนื่องจากมีเส้นประสาทเส้นหนึ่งวิ่งผ่านร่องกระดูกบริเวณศอกด้านในพอดี หากมีการบวมหรือพังผืดไปกดทับ จะทำให้เกิดอาการปวดร่วมกับอาการชาที่นิ้วมือนั่นเองครับ


5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คุณปวดศอก

  1. การทำงานที่ต้องเกร็งข้อมือซ้ำๆ เช่น การพิมพ์คอมพิวเตอร์ การใช้กรรไกรตัดหญ้า หรือการทำงานช่าง
  2. การยกของหนักในท่าที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะท่าที่ต้องหงายมือหิ้วของหนักๆ นานๆ
  3. การเล่นกีฬาบางชนิด เช่น กอล์ฟ เทนนิส หรือการยกเวทท่าที่เน้นกล้ามเนื้อแขนด้านใน
  4. อายุที่มากขึ้น ทำให้ความยืดหยุ่นของเส้นเอ็นลดลงและเสื่อมสภาพได้ง่ายขึ้น
  5. อุบัติเหตุสะสม เช่น การล้มกระแทกศอกในอดีตที่อาจส่งผลให้เกิดพังผืดในระยะยาว

การตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์

เมื่อมาพบหมอ ขั้นตอนแรกคือการ "ตรวจร่างกาย" ครับ หมอจะทำการคลำหาจุดที่เจ็บที่สุด และให้คนไข้ลองขยับข้อมือต้านแรงเพื่อประเมินความแข็งแรงและระดับความเจ็บปวด

หากอาการไม่ชัดเจนหรือสงสัยความผิดปกติอื่น หมออาจจะส่งตรวจเพิ่มเติมดังนี้ครับ

  • เอกซเรย์: เพื่อดูว่ามีหินปูนเกาะที่เส้นเอ็นหรือมีปัญหากระดูกงอกหรือไม่
  • อัลตราซาวนด์ทางการแพทย์: เพื่อดูรอยฉีกขาดของเส้นเอ็นและการอักเสบแบบเรียลไทม์
  • MRI: จะใช้ในกรณีที่สงสัยว่ามีการฉีกขาดของเอ็นอย่างรุนแรงหรือต้องการดูรายละเอียดของเส้นประสาทและเนื้อเยื่อโดยรอบอย่างละเอียด

แนวทางการรักษา: ไม่ต้องผ่าตัดก็หายได้

เชื่อไหมครับว่า ผู้ป่วยกว่า 90% สามารถหายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องและรวดเร็ว โดยเราจะเรียงลำดับความสำคัญดังนี้ครับ

  1. การปรับพฤติกรรม: นี่คือหัวใจสำคัญครับ ต้องพักการใช้งานแขนข้างที่เจ็บ หลีกเลี่ยงการยกของหนัก และปรับท่าทางการทำงานให้ถูกต้อง
  2. กายภาพบำบัด: การบริหารยืดเหยียดเส้นเอ็น (Stretching) และการใช้เครื่องมือ เช่น เลเซอร์ความเข้มข้นสูง หรือคลื่นกระแทก (Shockwave) เพื่อกระตุ้นให้เส้นเอ็นที่เปื่อยยุ่ยเกิดการซ่อมแซมตัวเอง
  3. การใช้ยา: หมออาจจ่ายยาต้านการอักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์เพื่อลดความปวดและบวมในระยะสั้น
  4. การฉีดยาโดยใช้เครื่องอัลตราซาวนด์นำทาง: หากทำกายภาพแล้วไม่ดีขึ้น หมออาจใช้การฉีดยาลดอักเสบหรือน้ำมันเลี้ยงข้อในจุดที่อักเสบแม่นยำที่สุด ช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อข้างเคียงได้ดี
  5. การผ่าตัด: จะทำเฉพาะในกรณีที่รักษาด้วยวิธีอื่นนานกว่า 6-12 เดือนแล้วไม่เห็นผล หรือมีภาวะเส้นประสาทถูกกดทับรุนแรงจนกล้ามเนื้อเริ่มลีบเท่านั้นครับ

โรคนี้จะหายไหม?

หลายคนกังวลว่าจะต้องเจ็บไปตลอดชีวิตไหม คำตอบคือ "หายได้ครับ" แต่ต้องใช้เวลา เส้นเอ็นเป็นเนื้อเยื่อที่มีเลือดมาเลี้ยงน้อย การซ่อมแซมจึงช้ากว่ากล้ามเนื้อ ปกติอาจใช้เวลา 4-8 สัปดาห์ในการรักษาเบื้องต้น และสิ่งสำคัญคือ "ห้ามกลับไปทำพฤติกรรมเดิม" เพราะโรคนี้มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้สูงหากเรายังใช้แขนหนักเหมือนเดิมครับ


ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

หากทิ้งไว้โดยไม่รักษา การอักเสบเรื้อรังอาจทำให้เกิด "พังผืด" หนาตัวขึ้น จนไปกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อศอก ส่งผลให้เกิดอาการนิ้วนางและนิ้วก้อยอ่อนแรง หยิบจับของเล็กๆ ลำบาก หรือในบางรายอาจเกิดภาวะข้อศอกติด แขยียดแขนได้ไม่สุด ซึ่งจะทำให้การรักษาในภายหลังยากขึ้นมากครับ


5 วิธีป้องกันไม่ให้ปวดศอก

  1. หยุดพักทุก 1 ชั่วโมง: หากต้องทำงานที่ใช้ข้อมือต่อเนื่อง ให้วางมือและยืดกล้ามเนื้อสั้นๆ
  2. ออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อแขน: เพื่อให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงพอที่จะรองรับแรงกระแทกแทนเส้นเอ็น
  3. จัดสรีระในการทำงาน: ปรับความสูงของโต๊ะและเก้าอี้ให้แขนวางในท่าที่ผ่อนคลาย ไม่เกร็ง
  4. ใช้เครื่องทุ่นแรง: เช่น รถเข็น แทนการหิ้วของหนักด้วยมือเพียงข้างเดียว
  5. สังเกตอาการตัวเอง: หากเริ่มรู้สึกตึงหรือเจ็บเล็กน้อย ให้รีบพักและประคบเย็นทันที อย่ารอจนเจ็บรุนแรง

Q&A ตอบข้อสงสัยเรื่องปวดศอก

Q: ปวดข้อศอกด้านในกับด้านนอก ต่างกันอย่างไร? A: ปวดด้านนอกมักเกิดจากการใช้ท่า "หลังมือ" (เช่น พิมพ์คอมพิวเตอร์) ส่วนปวดด้านในมักเกิดจากการใช้ท่า "ฝ่ามือ" (เช่น ยกของ หิ้วของ) ทั้งคู่คือเอ็นอักเสบเหมือนกันแต่คนละจุดครับ

Q: ประคบร้อนหรือเย็นดีกว่ากัน? A: หากเพิ่งเจ็บภายใน 48 ชั่วโมงแรก ให้ประคบเย็นเพื่อลดบวมครับ แต่ถ้าเจ็บเรื้อรังมานาน ให้ประคบอุ่นเพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปซ่อมแซมเส้นเอ็นครับ

Q: ใส่ที่รัดศอกช่วยได้ไหม? A: ช่วยได้ครับ การใส่ที่รัดศอก (Counterforce brace) จะช่วยกระจายแรงไม่ให้ลงไปที่จุดเกาะเส้นเอ็นโดยตรง ช่วยลดความเจ็บปวดขณะทำงานได้ดี


สรุป

อาการปวดข้อศอกด้านใน แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยในช่วงแรก แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรังอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมากครับ การรักษาที่ได้ผลดีที่สุดเริ่มต้นจากการพักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หากอาการไม่ดีขึ้น การปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วยกายภาพบำบัดหรือเครื่องมือสมัยใหม่จะช่วยให้คุณกลับมาใช้แขนได้อย่างมั่นใจอีกครั้งครับ


บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดข้อศอก #ปวดศอกด้านใน #เอ็นอักเสบ #ชามือ #เจ็บศอก #ออฟฟิศซินโดรม #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ดูแลสุขภาพ #กายภาพบำบัด

References

  1. Ciccotti MC, Schwartz MA, Ciccotti MG. Diagnosis and treatment of medial epicondylitis of the elbow. Clin Sports Med. 2020;39(3):661-686. (อธิบายแนวทางการวินิจฉัยและการรักษาภาวะเอ็นข้อศอกด้านในอักเสบในปัจจุบัน)
  2. Kiel J, Kaiser K. Golfers Elbow. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2023. (ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับกลไกการเกิดโรคและกลุ่มเสี่ยงของอาการปวดศอกด้านใน)
  3. Amin NH, Kumar NS, Schickendantz MS. Medial epicondylitis: evaluation and management. J Am Acad Orthop Surg. 2015;23(6):348-355. (งานวิจัยที่เน้นเรื่องการประเมินความรุนแรงและการเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม)
  4. Landeros AB, Marcano-Fernandez F, et al. Effectiveness of non-operative treatments for medial epicondylitis: A systematic review. J Shoulder Elbow Surg. 2021;30(11):2634-2645. (การทบทวนความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของการรักษาโดยไม่ผ่าตัด เช่น กายภาพบำบัด)
  5. Palmer BA, Hughes TB. Cubital tunnel syndrome. J Hand Surg Am. 2010;35(1):153-163. (ข้อมูลการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อศอกซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของอาการปวดศอกด้านใน)



Comments

Popular posts from this blog

ข้อควรปฏิบัติและสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง สำหรับผู้ที่มีอาการปวดข้อศอก (Tennis Elbow)

เอ็นข้อศอกอักเสบ เจ็บซ้ำ ๆ ไม่หายสักที

ปวดข้อศอกด้านใน (Golfer’s Elbow) คืออะไร? ทำไมปวดเรื้อรังเวลาใช้แขน — หมอเล่าให้เข้าใจง่ายแบบใช้ได้จริง